ต้นโหระพา สมุนไพรไทย ประโยชน์ และ สรรพคุณของต้นโหระพา

ต้นโหระพา คือ พืชล้มลุก สมุนไพร ผักสวนครัว นิยมนำมาทำอาหาร ต้นโหระพาเป็นอย่างไร ประโยชน์ของโหระพา คุณค่าทางโภชนาการของโหระพา สรรพคุณของโหระพา

ต้นโหระพา มีชื่อสามัญว่า Sweet basil ชื่อวิทยาศาสตร์ของโหระพา คือ Ocimum basilicum L. เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกะเพรา มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและแอฟริกา มีกลิ่นหอม นิยมนำมาประกอบอาหารและแต่งกลิ่นอาหาร

ลักษณะของต้นโหระพา

โหระพา พืชล้มลุก ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อน ทวีปเอเชียและทวีปอาฟริกา สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ และ การเพาะเมล็ด ซึ่งรายละเอียดของต้นโพระพา มีรายละเอียด ดังนี้

  • รากและลำต้นของโหระพา รากมีรากแก้วและรากฝอย ลำต้นของโหระพามีความสูงประมาณ 60 เซ็นติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม เนื้อไม้อ่อน สีม่วงแดง
  • ใบโหระพา มีใบลักษณะใบเดี่ยว ออกตามข้อกิ่ง ใบรูปไข่ปลายแหลม ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม
  • ดอกของโหระพา ดอกจะออกเป็นช่อ ออกที่ปลายยอดของต้น ดอกออกเรียงเป็นชั้นๆ ดอกมีสีขาวอมแดงม่วง
  • เมล็ดของโหระพา เป็นเม็ดเล็กสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดโหระพามีเมือกหุ้มเมล็ด หากนำมาแช่น้ำจะมีเมือกพองตัวคล้ายเมล็ดแมงลัก

ประโยชน์ของโหระพา

โหระพา คือ ต้นไม้ประเภทพืชล้มลุก ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว การใช้ประโยชน์ของโหระพา ส่วนใหญ่จะเป็นการนำมารับประทานเป็นอาหาร ซึ่งสรรพคุณของโหระพา มีมากมายช่วยบำรุงร่างกาย รักษาโรคได้ นอกจากนั้นใบโหรพพาสามารถนำมาสักัดเอาน้ำมัน ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและความงามหลายอย่าง โดยรายละเอียด มีดังนี้

  • นำใบมากินเป็นอาหาร นิยมใส่ในอาหารให้มีกลิ่นหอม
  • นำใบโหระพามาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย ให้กลิ่นหอม สามารถนามาเป็นสารตั้งต้นในการทำ อาหารในอุตสาหกรรมสำหรับแต่งกลิ่น
  • น้ำมันหอมระเหยจากโหระพา เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม สบู่ เป็นต้น

ต้นโหระพา

คุณค่าทางโภชนากการของต้นโหระพา

สำหรับการศึกษาคุณค่างทางอาหารของโหระพา นั้น นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบโหระพา ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 251 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 14.4 กรัม ไขมัน 4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 61 กรัม แคลเซียม 2,113 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 42 มิลลิกรัม แมงกานีส 42.2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 490 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 3,433 มิลลิกรัม โซเดียม 34 มิลลิกรัม สังกะสี 6 มิลลิกรัม วิตามินซี 22 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.1 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 9375 IU เบต้าแคโรทีน 452.2 ไมโครกรัม และ กากใยอาหาร 17.8 กรัม

สรรพคุณต้นโหระพา

สำหรับการใช้ประโยชน์ของโหระพา ด้านการบำรุงร่างกาย และ การรักษาโรค นั้น มีการใช้ประโยชน์จาก ใบ ลำต้น เมล็ด และ น้ำมันหอมระเหย โดยรายละเอีนด ดังนี้

ใบและลำต้นของโหระพา มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สรรพคุณแก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน ขับลม ขับเหงื่อ แก้ท้องอืด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร แก้หวัด ช่วยลดอาการอักเสบของแผล รักษาแผล ช่วยห้ามเลือด ช่วยให้ลดอาการปวด
เมล็ดของโหระพา สรรพคุณช่วยขับถ่าย ช่วยควบคุมน้ำหนัก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดการบีบตัวของลำไส้
น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพา สรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ช่วยทำให้ผ่อนคลาย ลดอาการเหนื่อยล้า แก้อาการกระตุก แก้จมูกอักเสบ ลดอาการปวดจากแมลงกัดต่อย

โทษของโหระพา

สำหรับโหระพามีกลิ่นหอม ซึ่งสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพาได้ แต่น้ำมันหอมระเหยไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

หอมหัวใหญ่ หอมใหญ่ สมุนไพรไทย ที่มีประโยชน์และสรรพคุณ

หอมหัวใหญ่ พืชมหัสจรรย์ ทำอาหารก็อร่อย สรรพคุณของหอมใหญ่ ช่วยรักษาเบาหวาน รักษาโรคหัวใจได้ ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยละลายลิ่มเลือด บำรุงระบบโลหิตได้ดี ช่วยขับลม ฯลฯ

หอมหัวใหญ่ สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิดที่มีการระบายน้ำและอากาศดี เจริญได้ดี หอมหัวใหญ่ปลูกได้ในช่วงฤดูหนาว หอมหัวใหญ่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ ว่า Allium cepa L. ต้นหอมใหญ่ มีถิ่นกำเนิดและมีเขตการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชียกลาง บ้างก็บอกว่ามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และสำหรับแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอินเดีย โดยจัดเป็นพืชล้มลุ

ลักษณะหอมหัวใหญ่

  • ต้นหอมใหญ่ มีความสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร มีหัวอยู่ใต้ดินคล้ายหัวหอม ลักษณะกลมป้อม มีเปลือกนอกบาง ๆ สีม่วงแดงหุ้มอยู่ แต่เมื่อแห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
  • ใบหอมใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุก 3-4 ใบ ลักษณะเป็นรูปดาบ มีความกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร เส้นใบจีบตามยาวลักษณะคล้ายพัด
  • ดอกหอมใหญ่ ออกดอกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากลำต้นใต้ดิน กลีบดอกมีสีขาว

 

หอมหัวใหญ่

คุณประโยชน์ของหอมหัวใหญ่

เราได้รวบรวมมาให้เป็นความรู้ ดังนี้

การรับประทาน หัวหอมใหญ่ สามารป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เพราะ ว่า หอมหัวใหญ่ มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยแก้การนอนไม่หลับได้ ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยกำจัดสารตะกั่วและโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงของอัมพาต ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยในการขยายหลอดเลือด ช่วยทำให้เลือดไม่ไปอุดตันในหลอดหลอด ช่วยในการสลายลิ่มเลือดปกป้องหลอดเลือดเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน ลดความอ้วน ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดความดันโลหิต แก้ความดันโลหิตสูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยรักษาไข้หวัด แก้หวัดคัดจมูก และช่วยลดน้ำมูก ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หอมหืด คุณช่วยขับเสมหะได้ ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยแก้ท้องร่วง ช่วยขับพยาธิ ช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยแก้ลมพิษ ลดอาการปวดอักเสบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค ช่วยรักษาผิวหนังที่ถูกน้ำร้อนลวกได้

ข้อควรระวังในการรับประทานหอมหัวใหญ่

  • แม้ว่าสรรพคุณหัวหอมใหญ่จะมีอยู่มากมาย แต่เนื่องจากหอมใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่นและมีรสเผ็ด การนำมาใช้ในแต่ละบุคคล ควรคำนึงถึงสภาพร่างกายและโรคของผู้ป่วยด้วย ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวสามารถช่วยขับความเย็น ทำให้หยางทะลุทะลวงไปยังส่วนต่าง ๆ ช่วยกำจัดพิษและปัจจัยที่กระทบจากภายนอกเนื่องจากความเย็นได้ดี แต่ไม่มีฤทธิ์ในการบำรุงหยางในร่างกาย เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเสียพลังได้ง่าย เช่น ในกรณีผู้ป่วยหอบหืดที่มีพลังอ่อนแออยู่แล้ว แทนที่จะมีอาการหอบดีขึ้น แต่กลับจะทำให้อาการหอบหืดกำเริบมากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสียเพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด
  • การรับประทานหัวหอมใหญ่ในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันนานเกินไป อาจจะทำลายจิตประสาท ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ลืมง่าย ความจำเสื่อม มีอาการตามัว พลังและเลือดถูกทำลาย ทำให้เส้นเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่หายช้าและเรื้อรัง และยังไปทำลายสมรรถภาพทางเพศ
  • เมื่อคุณมีอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ มีคำแนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานหัวหอมใหญ่
  • อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานหัวหอมใหญ่สดในขณะที่ท้องว่าง เพราะอาจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เยื่อบุในกระเพาะเกิดการอักเสบได้
  • สำหรับผู้ที่ถูกสัตว์มีพิษมีเขี้ยวกัด ไม่ควรรับประทานหอมใหญ่ เพราะการรับประทานหัวหอมใหญ่จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ทำให้พิษแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
  • สิ่งที่คุณควรรู้อีกเรื่องนั้นก็คือ หอมใหญ่เป็นหนึ่งในอาหารที่มีกลิ่นแรงและทำให้เกิดกลิ่นปาก
  • สำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัวแรงอยู่แล้ว การรับประทานหัวหอมใหญ่มากเกินไปอาจจะทำให้มีกลิ่นตัวแรงยิ่งขึ้น
  • ว่ากันว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ไม่ควรรับประทานหอมหัวใหญ่ เพราะจะทำให้อาการหอบหืดรุนแรงมากขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

ต้นครอบจักรวาล สรรพคุณรอบด้าน บรรเทาอาการหลายโรค

ต้นครอบจักรวาล สมุนไพรไทยสรรพคุณเจ๋ง ๆ มีอยู่หลากหลายชนิดด้วยกัน และหนึ่งในนั้นมีสมุนไพรที่ชื่อว่า ครอบจักรวาล หรือต้นครอบฟันสี

ต้นครอบจักรวาล มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Abutilon indicum (L.) Sweet เป็นพืชในวงศ์ Malvaceae หรือจะเรียกต้นครอบจักรวาลเป็นภาษาอังกฤษว่า Country mallow หรือ Indian mallow ก็ได้นะคะ ส่วนชื่อที่เรียกกันในบ้านเราก็มีทั้งต้นครอบจักรวาล ครอบฟันสี ครอบจักรวาฬ ตอบแตบ บอบแปป มะก่องเข้า ก่อนเข้า (เชียงใหม่) โผงผาง (โคราช) ครอบตลับ หญ้าขัดหลวง หญ้าขัดใบป้อม ขัดมอนหลวง เป็นต้น

สรรพคุณต้นครอบจักรวาล

เราสามารถใช้ประโยชน์จากต้นครอบจักรวาลได้ทั้งต้น ราก และเมล็ด โดยสรรพคุณต้นครอบจักรวาลจะแบ่งตามส่วนต่าง ๆ ดังนี้

*ทั้งต้น

รสชุ่ม ใช้แก้ร้อน ชื้น ฟอกเลือด แก้ท้องร่วง หูอื้อ หูหนวก แผลบวมเป็นหนอง โรคเรื้อน ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเจ็บ ปัสสาวะขุ่น คางทูม ขับลม บำรุงโลหิต ดับพิษร้อนในร่างกาย โดยตัดทั้งต้น ล้างให้สะอาด ตากจนแห้ง แล้วนำต้นครอบจักรวาลแห้งประมาณ 30-60 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือตุ๋นกับเนื้อไก่รับประทาน ส่วนใช้ภายนอกให้นำต้นครอบจักรวาลแห้งมาตำแล้วพอกตามร่างกาย

* ใบ

– นำใบสดมาตำให้ละเอียด แล้วบ่มฝีให้แตกเร็ว

– นำใบมาต้มกับน้ำ ใช้อมบ้วนปาก แก้ปวดฟันและแก้เหงือกอักเสบ

* ราก

ส่วนรากเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางตำรับยามากที่สุด โดยตำรับยาที่ว่า มีดังนี้

– แก้ริดสีดวงทวาร

ใช้รากต้นครอบจักรวาล 150 กรัม ต้มกับน้ำแล้วเคี่ยวจนได้น้ำข้น ๆ ดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา ส่วนที่เหลือเอาตั้งอุ่นแล้วรมไอร้อนที่ก้น ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง จากนั้นล้างแผลด้วยน้ำอุ่นอีกรอบ

– บำรุงกำลัง

ใช้รากแห้ง 60 กรัม ต้มกับขาหมู 2 ขา ผสมกับเหล้าเหลือง 60 กรัม เคี่ยวเป็นยาบำรุงร่างกาย

– แก้แผลอักเสบ

ต้นครอบจักรวาล

ใช้รากแห้ง 30 กรัม ผสมน้ำและเหล้าอย่างละเท่า ๆ กัน ตุ๋นรับประทาน ตำรับนี้จะช่วยรักษาแผลอักเสบที่ทำให้กล้ามเนื้อลีบ

– แก้คอตีบ

ใช้รากสดของต้นครอบจักรวาล 30 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม

– แก้หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง

ใช้รากแห้ง 15-30 กรัม ข้าวเหนียว 1 ถ้วย หรือเนื้อหมูไม่ติดมัน หรือเต้าหู้ก็ได้ นำส่วนผสมทั้งหมดมาต้มน้ำรับประทาน

– แก้รากฟันเน่าเป็นหนอง

ใช้รากแห้ง 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาดผสมน้ำตาลแดงพอสมควร หรือใช้รากแห้งแช่น้ำส้มสายชู 1 ชั่วโมง แล้วเอาผ้าห่ออมไว้ในปากบ่อย ๆ

– แก้เป็นลม แก้ระดูขาวในสตรี

ใช้รากแห้ง 30 กรัม ต้มกับน้ำดื่มเป็นยา

* เมล็ด

– แก้บิดมูกเลือด

ใช้เมล็ดคั่วให้เกรียม จากนั้นบดเป็นผง รับประทานพร้อมน้ำผึ้ง ครั้งละ 3.2 กรัม วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

– แก้ฝีฝักบัว

ใช้เมล็ด 1 ช่อ บดเป็นผงชงน้ำสุกอุ่น ๆ รับประทานแล้วเอาใบสดตำผสมกับน้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายแดง พอกที่แผล

ครอบจักรวาล รักษาสะเก็ดเงิน – แก้ลมชักได้ไหม

เคยมีข้อมูลแชร์ต่อ ๆ กันว่า หากนำต้นครอบจักรวาลมาต้มดื่มจะช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ หรือจะนำทั้งต้นรวมรากมาต้มน้ำจนเดือดแล้วดื่มเป็นประจำ ก็ช่วยรักษาโรคลมบ้าหมู หรือลมชักได้ด้วย โดยตำรับยาดังกล่าวเป็นของหมอพื้นบ้าน และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังไม่มีงานวิจัยรับรองชัดเจนว่า รักษาอาการเหล่านี้ได้ผลจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้ยาสมุนไพรด้วยนะคะ เพราะบางตำรับยาอาจไม่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

สรรพคุณของต้นครอบจักรวาลมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านเลยนะคะ แต่การใช้สมุนไพรใด ๆ ก็ตาม ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์แผนไทย …

ผักชี ผักสวนครัว สมุนไพร สรรพคุณของต้นผักชีมีอะไรบ้าง

ผักชี คือ ผักสวนครัว พืชล้มลุก นิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร สมุนไพร คุณค่าทางโภชนากการของผักชี สรรพคุณของผักชี เช่น ช่วยเจริญอาหาร ลดน้ำตาลในเลือด

ผักชี มีชื่อสามัญว่า Coriander ชื่อวิทยาศาสตร์ของผักชี คือ Coriandrum sativum L. ชื่อเรียกอื่นๆของผักชี เช่น ผักชีไทย ผักหอม ยำแย้ ผักหอมป้อม ผักหอมผอม ผักหอมน้อย เป็นต้น ต้นผักชี มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพืชล้มลุกที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ผักชีในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ผักชี จัดเป็นพืชเศรษฐกิจ นิยมปลูกขาย และ ปลูกกินตามบ้านทั่วไป ซึ่งการปลูกผักชีในประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมาก ได้แก่ จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และ กรุงเทพมหานคร ผักชีสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยมี สายพันธุ์ผักชีที่นิยมปลูก 2 สายพันธ์ คือ ผักชีพื้นเมือง และ ผักชีแอฟฟริกา โดยรายละเอียด ดังนี้

  • ผักชีพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะเด่น คือ ต้นขนาดเล็ก ใบบาง เมล็ดเล็ก ออกดอกเร็ว อายุสั้น มีกลิ่นฉุนมาก
  • ผักชีพันธุ์อาฟริกา ลักษณะเด่น คือ ต้นมีขนาดใหญ่ ใบหนาและใหญ่ มีกลิ่นหอมเล็กน้อย และอายุยาวกว่าผักชีพันธุ์พื้นเมือง

ผักชี

ลักษณะของต้นผักชี

ต้นผักชี เป็นพืชล้มลุก อายุสั้น มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจุบันนิยมปลูกและรับประทานทั่วไปในประเทศไทย สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ด ลักษณะของต้นผักชี มีดังนี้

  • ลำต้นของผักชี มีลักษณะตั้งตรง ภายในลำต้นกลวง มีกิ่งก้านเล็กๆ ผิวลำต้นเรีบย มีสีเขียว หรือ น้ำตาลอมแดง ลำต้นจะสูงประมาณ 15 นิ้ว
  • รากของผักชี มีรากแก้ว แต่ไม่ยาว มีรากฝอยจำนวนมาก
  • ใบของผักชี มีลักษณะเป็นใบเดียว เป็นแฉกๆ รูปพัด สีเขียว มีกลิ่นหอม
  • ดอกของผักชี ซึ่งดอกของผักชีจะออกเป็นช่อ ออกจากโคนลำต้น ตั้งตรงเหนือยอดต้น ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว
  • เม็ดผักชี มีลักษณะเป็นทรงกลม ออกมาจากดอกของผักชี ใช้เป็นส่วนในการขยายพันธ์ผักชี

คุณค่าทางโภชนาการของผักชี

สำหรับประโยชน์ด้านโภชนาการของผักชีนั้น นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดๆ ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงานถึง 23 กิโลแคลอรี และ มีสารอาหารสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม น้ำตาล 0.87 กรัม กากใยอาหาร 2.8 กรัม ไขมัน 0.52 กรัม โปรตีน 2.13 กรัม น้ำ 92.21 กรัม วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม เบตาแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม วิตามินซี 27 มิลลิกรัม วิตามินอี 2.5 มิลลิกรัม วิตามินเค 310 ไมโครกรัม ธาตุแคลเซียม 67 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.77 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 26 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.426 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 48 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 521 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 46 …

ขนมเผือกกวน ขนมไทยที่แสนอร่อย และ เมนูขนมกวน พร้อมวิธีทำ

ขนมเผือกกวน คือ ขนมไทย เมนูขนมกวน วิธีทําขนมเผือกกวน ง่ายๆ สามารถทำกินเองที่บ้านได้ ขนมไทยโบราณ เมนูเผือก ขนมหวานจากเผือก เคล็ดลับการทำขนมเผือกกวนมีอะไรบ้าง

ขนมเผือกกวน จัดเป็นขนมกวนแบบง่ายๆ เคล็ดลับความอร่อยของขนมเผือกกวน คือ การเลือกวัตถุดิบที่ดี การเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติ สูตรขนมจากเผือก ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำขนม เมนูเผือก

เผือก คือ พืชชนิดหัว สรรพคุณของเผือก เป็นแป้ง ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ใช้เป็นยาลดไข้ ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยบำรุงลำไส้ แก้อาการท้องเสีย ช่วยบำรุงไต

ขนมเผือกกวน

ส่วนผสมสำหรับทำเผือกกวน

  • เผือก ครึ่งกิโล
  • หัวกะทิ 2 ถ้วย
  • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต้ะ
  • เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ขีด
  • น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำเผือกกวน

  1. เริ่มจากการเตรียมอาหารก่อน โดย นำเนื้อมะพร้าวขูด ไปนึ่งให้สุก จากนั้นนำมาพักเอาไว้ก่อน
  2. เตรียมเผือก โดย ปลอกเปลือกเผือก นำเผือกไปแช่น้ำให้อิ่มตัว จากนั้นนำไปนึ่งในหม้อนึ่งให้สุก นึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง
  3. จากนั้นนำเนื้อเผือกมาบดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  4. ตั้งกระทะ นำหัวกะทิ ไปต้มในไฟอ่อนๆ ปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ และ เกลือ ผสมให้เข้ากันได้รสชาติของกะทิหวานๆ
  5. จากนั้นนำเผือกบด และ เนื้อมะพร้าวขูด ลงไปผสมกับน้ำกะทิ จากนั้นกวนไปเรื่อยๆจนเผือกกวนเริ่มแห้งเหนียว
  6. จากนั้นนำเผือกกวน ไปกดลงในแทนพิมพ์ขนม หรือ แต่งให้เป็นรูปทรงต่างๆตามใจชอบ

พนันออนไลน์

เคล็ดลับการทำเผือกกวน

  • การเลือกใช้เผือก ให้เลือกเผือกที่ขนาดหัวใหญ่ๆ เนื่องจากได้เนื้อเผือกมาก เวลานำมาทำขนมได้มาก
  • การเตรียมเผือก ให้นำปลอกเปือกเผือก และ แช่น้ำเอาไว้ก่อน เพื่อให้เผือกอมน้ำ เวลานำไปนึ่ง จะได้เนื้อเผือกที่นุ่มๆ และ สุกง่าย เวลานำมาบด จะได้รสชาติเนียนๆ
  • น้ำตาล ที่เหมาะสมสำหรับนำมาทำขนมเผือกกวน ให้เลือกใช้ น้ำตาลปี๊บ เนื่องจากความหวาน และ ความหอม ของน้ำตาลปี๊บเหมาะสำหรับนำมาทำขนมไทย
  • การเลือกใช้กะทิ สำหรับนำมาทำเผือกกวน ให้เลือกใช้กะทิคั้นสดๆ เนื่องจาก ความหอมของกะทิสดๆ ให้ความหอม และ มันแบบธรรมชาติ การคั้นน้ำกะทิ ให้ทำการกรองด้วยผ้าขาวบาง อย่าให้มีเศษสกปรก เจือปนน้ำกะทิ
  • การปรุงรสกะทิ ให้นำเอากะทิไปเคี้ยวกับน้ำตาลปี๊บใส่เกลือเล็กน้อย เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม
  • ขนมเผือกกวน หากโดนลมจะแข็ง และ หยาบกระด้าง เวลาเก็บรักษาขนม ให้เก็บใส่กล่องอย่าให้โดนลม หรือ ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางคลุมเอาไว้ เพื่อรักษาความชื้นของขนม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

ตกขาว ระดูขาว หรือ มุตกิด อาการ สาเหตุ และการรักษาตกขาว

ตกขาว ระดูขาว หรือ มุตกิด คือ สิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเองก็ตาม

ตกขาว ปกติ (ที่เป็นธรรมดา) จะมีลักษณะเป็นมูกเหลวใส ไม่มีสี หรือเป็นสีขาวข้นคล้ายแป้งเปียก มีปริมาณเล็กน้อยพอชุ่มชื้นในช่องคลอด มีกลิ่นจำเพาะ ไม่เหม็น ไม่คัน และมีภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ ส่วนปริมาณของตกขาวนั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากขึ้นเป็นปกติในภาวะต่อไปนี้

  • ในช่วงหลังและก่อนการมีประจำเดือน ตกขาวจะมีลักษณะข้นเป็นสีออกขาว (คล้ายแป้งเปียก)
  • ช่วงกึ่งกลางระหว่างรอบเดือน (เป็นระยะที่มีการตกไข่) ตกขาวจะมีปริมาณมากและมีลักษณะเหลวใส
  • ในขณะตั้งครรภ์ก็พบว่ามีตกขาวมากขึ้นจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ (ในขณะที่มีอารมณ์ทางเพศจะทำให้มีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมากขึ้น) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีตกขาวมากขึ้นได้เช่นกัน
  • ในขณะที่มีความวิตกกังวลมาก

ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยตกขาวที่ออกมานั้นอาจเป็นลักษณะปกติ แต่มีจำนวนมากขึ้นเป็นธรรมดาในแต่ละช่วงแต่ละภาวะ หรืออาจเป็นตกขาวผิดปกติที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งมีได้ทั้งสาเหตุที่มาจาก การติดเชื้อและสาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ

ตกขาว

สาเหตุของตกขาว

ตกขาวปกติ (Physiologic vaginal discharge) คือ สิ่งคัดหลั่งที่สร้างมาจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเองก็ตาม โดยตกขาวจากแหล่งต่าง ๆ นี้จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง

เช่น ช่วยคงความอ่อนนุ่มชุ่มชื้นให้กับช่องคลอด ช่วยหล่อลื่นช่องคลอด ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม และฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด

ตกขาวผิดปกติ (Pathologic vaginal discharge) มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (ทั้งการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการติดเชื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์) ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ และตกขาวที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ

วิธีรักษาตกขาว

  1. โดยทั่วไปตกขาวปกติ (ตกขาวธรรมดา) ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างใด เพียงแต่ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามสุขอนามัยก็เพียงพอแล้ว
  2. หากมีอาการตกขาวผิดปกติดังที่กล่าวมา หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือสงสัยว่าอาจมีสาเหตุที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจภายในช่องคลอดและให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

น้ำใบเตย สูตรเครื่องดื่ม ที่มีคุณค่าไม่ใช่แค่กลิ่นหอม ยังช่วยบำรุงประสาท

น้ำใบเตย นอกจากมีกลิ่นหอมดื่มสดชื่นแล้วยังช่วยบำรุงประสาท บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต

น้ำใบเตย ขอนำเสนอวิธีทำน้ำใบเตย จับใบเตยล้างให้สะอาดแล้วหั่นท่อน จากนั้นก็เอาไปต้มจนน้ำเป็นสีเขียวอ่อน กรองเอาแต่น้ำแล้วเทใส่แก้วน้ำแข็ง ใครจะทำน้ำใบเตยมะนาวหรือน้ำใบเตยใส่วุ้นก็อร่อยไปอีกแบบนะคะ

น้ำใบเตย

ส่วนผสม น้ำใบเตย

ใบเตยหอม
เกลือ เล็กน้อย
น้ำตาลทราย ปริมาณตามชอบ
น้ำเปล่า

วิธีทำน้ำใบเตย

ล้างใบเตยให้สะอาด หั่นเป็นท่อน
ตั้งน้ำจนเดือด ใส่ใบเตยลงไป ต้มไปเรื่อย ๆ จนเดือดและน้ำเปลี่ยนสี ตักเอาใบเตยออก ปิดเตา
ใส่น้ำตาลทรายและเกลือลงไปนิดหน่อย คนจนน้ำตาลละลาย ตักใส่แก้วน้ำแข็ง จัดเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

ร้อยไหมหน้าเรียว ต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญในสถานพยาบาลเท่านั้น

ร้อยไหมหน้าเรียว หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและมีการนำมาใช้ปรับรูปหน้า คือ เทคนิคการ “ร้อยไหม” โดยใช้ไหมละลายมาร้อยเป็นเครือข่ายบริเวณใต้ผิวหนัง

ร้อยไหมหน้าเรียว ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ และกระตุ้นเซลล์ให้เกิดการดึงรั้ง ผิวหน้า ซึ่งต้องกระทำในสถานพยาบาล ห้ามร้านเสริมสวย หรือสถานบริการเสริมความงามประเภทอื่นๆ ให้บริการโดยเด็ดขาด

เพราะผู้ให้บริการมิใช่แพทย์ที่มีความชำนาญก็อาจจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ร่างกาย จนถึงขั้นเกิดความพิการต่อตัวผู้รับบริการ อาทิ ปากเบี้ยว, หน้าไม่สมมาตร, เกิดแผลเป็นนูน หรือคีลอยด์, ผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อเป็นหนอง จากขั้นตอนการให้บริการที่ไม่สะอาด หรือตาบอดถาวรได้

ร้อยไหมหน้าเรียว

“การร้อยไหมยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัดถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในระยะยาว จึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ศึกษาถึงผลที่ได้รับและผลกระทบที่อาจจะเกิดก่อนรับบริการเสริมความงามด้วยเทคนิคนี้” นพ.ธงชัยกล่าว

นพ.ธงชัยกล่าวด้วยว่า ประการสำคัญ การเสริมความงาม ด้วยเทคนิคทางการแพทย์ประเภทใดก็ตาม ต้องเลือกรับบริการจากแพทย์และสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน และปลอดภัย

อย่างไรก็ดีทุกคนต่างมีความสวย-หล่ออยู่กับตัว แค่เพียง หันมาใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ทำจิตใจให้แจ่มใสเพียงเท่านี้ ก็จะช่วยผลัดกันให้เกิดความสวย-หล่อทั้งภายนอกและภายในได้โดยไม่ต้องอาศัยการศัลยกรรม หรือเทคนิคเสริมความงามแต่อย่างใด

สำหรับประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์ สพรศ. (http://mrd-hss.moph.go.th) ส่วน รายชื่อแพทย์ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา (www.tmc.or.th) และตรวจสอบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเสริมความงามที่เว็บไซต์สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย (www.plasticsurgery.or.th)

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.thaihealth.or.th

พะโล้เจ สูตรไม่ใส่เครื่องพะโล้ อาหารเจอิ่มสบายได้โปรตีน

พะโล้เจ ไม่ต้องพึ่งผงพะโล้หรือเครื่องพะโล้ก็อร่อย เพราะมีกลิ่นหอมจากเห็ดหอม แถมได้โปรตีนเน้น ๆ อิ่มย่อยง่ายใจสะอาด

พะโล้เจ เชื่อว่าหลายคนก็ตระเตรียมทำอาหารเจ กินในครอบครัว โดยเฉพาะเมนูพะโล้เจที่กินได้ทุกวัย ขอนำเสนอวิธีทำพะโล้เจ สูตรไม่ใส่ผงพะโล้หรือเครื่องพะโล้ แต่อร่อยด้วยกลิ่นเห็ดหอม ใส่หมี่กึง เต้าหู้ทอด และเห็ดหอม เติมสีสันจากซีอิ๊วดำ เอาล่ะ… มาเข้าครัวพร้อมกันเลยค่ะ

 

พะโล้เจ

 

ส่วนผสม ต้มพะโล้เจ

​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เต้าหู้ทอด 3 ก้อน
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เห็ดหอมแห้ง (แช่น้ำจนนุ่ม) หรือเห็ดหอมสด 5 ดอก
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ หมี่กึง (หั่นแว่น) 1/2 ถ้วย
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซอสเห็ดหอม (เจ) 1/2 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
​​ ​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำแช่เห็ดหอม 1 ถ้วย

วิธีทำพะโล้เจ

1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชเล็กน้อยลง พอร้อนใส่เห็ดหอมลงไปผัดจนหอม จากนั้นใส่หมี่กึงตามลงไปผัดจนสุก ตักใส่หม้อ เตรียมไว้
2. เติมน้ำแช่เห็ดหอมลงในหม้อ ใส่เต้าหู้ลงไป เปิดไฟกลางต้มจนเดือด ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ คนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

 

กินเจปีนี้ต้องลองทำเมนูพะโล้เจแน่นอน เพราะทำหม้อเดียวกินได้หลายมื้อและอิ่มทั้งบ้าน ใครอยากกินน้ำซุปสีธรรมชาติไม่ต้องใส่ซีอิ๊วดำก็ได้ค่ะ รีบไปหุงข้าวกันเลยนะคะทุกคน

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://cooking.kapook.com

ทองหยิบ ขนมไทยเนื้อนิ่มหวานฉ่ำเป็นมันเงาจับจีบสวย ๆ น่ากินอีกด้วย

ทองหยิบ สูตรขนมไทย ทำจากไข่แดงล้วน ๆ หยิบเป็นกลีบสวยงาม อร่อยล้ำกินเพลิน

ทองหยิบ ขนมไทยโบราณดัดแปลงจากขนมโปรตุเกสโดยท้าวทองกีบม้า ในสมัยอยุธยา กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำทองหยิบ สูตรนี้ใช้ไข่แดงตีจนขึ้นฟูแล้วเอาไปหยอดในน้ำเชื่อม ใช้มือหยิบจับจีบให้สวยงาม จะเป็น 3 4 หรือ 5 กลีบก็ได้ตามสะดวกจ้า

ทองหยิบ

ส่วนผสม ทองหยิบ

• ไข่แดงของไข่เป็ด 4 ฟอง
• น้ำเปล่า 3 ถ้วย
• น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วย

วิธีทำทองหยิบ

1. เติมน้ำและน้ำตาลทรายลงในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งไฟอ่อน คนจนละลาย ปิดไฟ พักทิ้งไว้จนเย็นแล้วนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง
2. เทน้ำเชื่อมลงในกระทะทองเหลือง ใช้ไฟกลางพอน้ำเชื่อมร้อน แต่ไม่ให้เดือดพล่าน
3. ตีผสมไข่แดงจนขึ้นฟู ตักหยอดลงในน้ำเชื่อม พอสุกทั้งสองด้านตักขึ้น พักไว้ให้เย็นแล้วจับจีบให้สวยงาม วางใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

เกิดมาไม่เคยทำขนมทองหยิบเลย วันนี้ขอลองทำสักครั้งดีกว่า กระทะทองเหลืองก็มี ส่วนผสมก็พร้อม ขาดแต่คนช่วยกินนี่แหละ ใครอาสาต่อคิวรอได้เลยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com